ผู้การฯเชียงใหม่สั่งตรวจสอบ ตู้คีบตุ๊กตา หลัง ถูกร้องหลอกลวง ผิดกฎหมายและมีเจ้าหน้าที่รับส่วย

0
80

ผู้การฯเชียงใหม่ สั่งตรวจสอบ ตู้คีบตุ๊กตาทั้งจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากที่มีผู้ร้องเรียนว่าหลอกลวงเด็ก เข้าข่ายการพนัน และมีเจ้าหน้าที่เข้าไปพัวพันรับส่วย ยันถ้าพบเจ้าหน้าที่รับส่วยจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด

7 พ.ค. 62 หลังจากที่มีข่าวเผยแพร่ทางสื่อมวลชนกรณีที่มีผู้ปกครองเด็กในจังหวัดเชียงใหม่ได้ร้องเรียนว่าปัจจุบัน มีตู้เกมส์ไฟฟ้า โดยเฉพาะตู้คีบตุ๊กตา ระบาดอย่างหนักในเชียงใหม่ตามศูนย์การค้าในจังหวัดเชียงใหม่และ ย่านชุมชนต่าง ๆ โดยตู้คีบตุ๊กตานั้นมีกลุ่มผู้ประกอบการได้นำตุ๊กตา มาใส่ตู้แล้วอ้างว่าเป็นตุ๊กตา แบรนด์เนม ทำให้เด็ก ๆ นักเรียน นักศึกษา มาทำการหยอดเหรียญเพื่อหวังคีบตุ๊กตา ดังกล่าว โดยเฉพาะเด็กเล็กจะขอเงินพ่อแม่มาคีบตุ๊กตา แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้เลย เด็กบางคนก็หมดไป 3-5 ร้อยบาทจากการหยอดเหรียญครั้งละ 10 บาท และถ้าหากเป็นตู้ตุ๊กตาตัวใหญ่ราคาค่าหยอดเหรียญก็จะสูงไปอีก ซึ่งผู้ปกครองเด็กที่มาร้องเรียนนั้นกล่าวว่าตนเองได้พาเด็กๆไปเดินในศูนย์การค้าและเด็กมาขอเงินไปหยอดเหรียญคีบตุ๊กตาในตู้ หมดเงินไปหลายร้อยแต่ไม่ได้ตุ๊กตาเลย และสังเกตพบว่าตุ๊กตาในตู้เป็นตุ๊กตาที่มีราคาถูกไม่ใช่สินค้าแบรนด์เนมอย่างที่กล่าวอ้าง  และจากการสอบถามไปยังหน่วยงานต่างๆรวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้รับคำตอบว่า ตู้ดังกล่าวถือเป็นการพนันประเภท ข หรือการพนันระดับ 2 ผิดกฎหมาย ซึ่งทางการเคยสั่งห้ามมาแล้วครั้งหนึ่ง และตอนนี้ก็กลับมาระบาดอีกครั้ง ไม่รู้ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละท้องที่ปล่อยให้นำมาวางในพื้นที่ได้อย่างไร ไม่จับกุม โดยทางผู้ปกครองเด็กจะได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานตำรวจภูธรภาค 5 ถึง พล.ต.ท.มนตรี สัมบุญณานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบแล้ว

ล่าสุดเมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 7 พ.ค. 62 ทาง พล.ต.ต.พิเชษฐ์ จีระนันติเสน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตา ที่ระบาดทั่วเมืองเชียงใหม่ อย่างเร่งด่วน และตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนที่เข้าไปมีส่วนพัวพัน มีผลประโยชน์และรับส่วยด้วย และจากการไปตรวจสอบพบว่าผู้ประกอบการตู้คีบตุ๊กตาในศูนย์การค้าได้พากันนำเอาผ้าดำมาปิดคลุมตู้คีบตุ๊กตาและหยุดให้บริการตู้คีบตุ๊กตาทั้งหมดแล้ว ส่วนการดำเนินกาตรวจสอบความถูกต้องของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นก็จะมีการเข้าไปตรวจสอบกันอีกครั้ง ซึ่งถ้าพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปพัวพันกับการรับส่วยก็จะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here