ชาวบ้านตำบลหนองแหย่ง สันทราย ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯ ร้องกรณีข้อพิพาทที่ดินของรัฐ

0
199

ชาวบ้าน ตำบลหนองแหย่ง อ.สันทราย รวมตัวยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯเชียงใหม่ ร้องขอความเป็นธรรมกรณีข้อพิพาทที่ดินของรัฐขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณะในพื้นที่ที่ชาวบ้านอาศัยอยู่มากกว่า 60 ปี

18 มิ.ย. 62 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีชาวบ้าน หมู่ 8 ตำบลหนองแหย่ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ประมาณ 30 คนชุมชมหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เรื่องขอความเป็นธรรมกรณีของพิพาทเกี่ยวกับที่ดินของรัฐที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็น ที่สาธารณะ ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นที่ที่ราษฎรครอบครองมากว่า 60 ปี และนำไปขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะประโยชน์ เมื่อปี 2530 ซึ่งราษฎรไม่ได้รับความเป็นธรรม และได้รับหนังสือจากศูนย์ดำรงธรรมให้เสนอเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินของรัฐหรือ กบร. และราษฎรได้ทำหนังสือให้ที่ดินสาขาสรุปเรื่องส่งให้ที่ดินจังหวัดเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ แต่วันนี้ทางอำเภอได้เรียกราษฎรให้ไปประชุมเพื่อออกหนังสือ นสล.หรือ หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง

  ทั้งนี้ทางตัวแทนของชาวบ้านหมู่ 8 ตำบลหนองแหย่ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ได้ยื่นหนังสือดังกล่าวให้กับนายวิรุฬ พรรณทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่าในเรื่องดังกล่าวนี้จะส่งเรื่องให้กับทางอำเภอสันทราย พิจารณาและชี้แจง และหาทางออกให้กับราษฎรที่ประสบปัญหาเดือดร้อน  แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ได้กำหนดไว้

   ทั้งนี้ที่ดินที่เป็นข้อพิพาทนั้นมีพื้นที่ สาธารณะตำบลหนองแหย่ง”เด่นเจ๊กเฒ่า” หมู่ 8 ตำบลหนองแหย่ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เนื้อที่ 31 ไร่ 2 งาน 8 ตารางวา ซึ่งในอดีตนั้นได้ขึ้นทะเบียนที่ดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) ประเภททุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะประจำตำบลหนองแหย่ง เมื่อ วันที่ 12 มี.ค. 2530 และในปี 2542 ได้มีที่ดินที่ขึ้นทะเบียนเป็นนสล.หรือ หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ในพื้นที่ที่เป็นสนามกีฬา ศาลาประจำหมู่บ้านและศูนย์ กศน ตำบลหนองแหย่ง และยังมีพื้นที่ที่ราษฎรอาศัยอยู่ 26 ครัวเรือน ซึ่งทางอำเภอจะดำเนินการออกหนังสือ นสล.หรือ หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งกลายเป็นข้อพิพาทอยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้นายอดุลย์ ฮวกนิล นายอำเภอสันทรายชี้แจงว่าในกรณีดังกล่าวนี้ ที่ผ่านมาที่ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ให้ได้เนื่องจากที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นที่สาธารณะหรือที่ดินของรัฐตามกฎหมาย แต่เมื่อมีราษฎรเข้าไปอยู่อาศัยและอ้างว่าอยู่มาก่อนการประกาศให้เป็นที่ดินของรัฐ และมีการร้องเรียนจึงมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินของรัฐของคณะกรรมการบริการที่ดินของรัฐ หรือ กบร. ซึ่งถ้าทางกบร.พิสูจน์สิทธิ์ออกมาเป็นอย่างไรทางอำเภอก็จะดำเนินการไปตามนั้น ทั้งนี้ทางอำเภอหรือส่วนราชการไม่มีนโยบายที่จะให้ราษฎรที่อยู่อาศัยย้ายออกจากพื้นที่ แต่จะพยายามช่วยแก้ไขปัญหาตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งถ้า กบร.บอกว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ของรัฐ ทางอำเภอและสำหนักงานที่ดินก็จะดำเนินการออกเออกสารสิทธิ์ให้ แต่ถ้าเป็นที่ดินของรัฐ ทางอำเภอและทางสำนักงานที่ดินก็จะหาทางออกโดยการช่วยเหลือตามมาตรการของสำนักงานที่ดินในการแก้ไขปัญหาราษฎรที่บุกรุกที่ดินของรัฐโดยราษฎรที่อาศัยอยู่จะต้องมาแจ้งรับว่าบุกรุกทีดินของรัฐจริง และทางสำนักงานที่ดินก็จะดำเนินเรื่องให้ราษฎรเหล่านั้นทำการเช่าที่ดินผืนดังกล่าว โดยมีค่าเช่าเป็นปีในราคาที่ถูกมากอาจจะประมาณ 100 บาทต่อปี ซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นที่และข้อกำหนดของกรมที่ดิน และที่ดินผืนดังกล่าวก็จะเป็นของราษฎรที่อาศัยอยู่เดิมตลอดไป แต่มีเงื่อนไขว่าไม่สามารถขายที่ดินหรือโอนให้กับผู้อื่นที่ไม่ใช่มรดกตอกทอดในครอบครัวได้เท่านั้น

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here