คืบหน้า กรณีทัวร์ ปล่อย โคมฉาว หลอกทัวร์จีน เตรียมหาหลักฐานเอาผิดผู้จัด

0
74

ความคืบหน้า กรณีการทัวร์ปล่อยโคมฉาว หลอกทัวร์จีน ล่าสุดนักท่องเที่ยวจีนได้รับเงินคืนไม่กี่ราย ส่วนผู้จัดชาวจีนหนีไปแล้ว ล่าสุดเตรียมหาหลักฐานเอาผิดผู้จัด ในขณะที่ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังกบดานเงียบ

     20 พ.ย. 62 รายงานความคืบหน้ากรณีนักท่องเที่ยวชาวจีนโพสต์โซเชียลมีเดียประจานการจัดงาน “THAI INTERNATIONAL CULTURAL LANTERNFESTIVAL 2019 ” ที่ มาลิน พาร์ค อ.สารภี จ.เชียงใหม่ของบริษัททัวร์แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ขายแพ็คเก็จทัวร์ให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเพื่อเข้าร่วมงานเมื่อช่วงงานยี่เป็งจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2562   โดยมีการโฆษณาอวดอ้างว่าจะมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่อลังการ แต่ปรากฏว่าพอนักท่องเที่ยวหลงเชื่อซื้อแพ็คเก็จทัวร์ในราคาแพงเข้าร่วมงานดังกล่าว ปรากฏว่าการจัดกิจกรรมต่างๆในงานไม่เป็นไปตามที่ได้มีการโฆษณาไว้ ไม่คุ้มค่ากับการเสียเงินเข้าร่วมงาน  ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนได้ มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ความวุ่นวายที่นักท่องเที่ยวโวยวายเรียกร้องขอเงินคืนกลางการจัดงาน ทั้งนี้ยังปรากฏว่ามีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ความวุ่นวายที่นักท่องเที่ยวโวยวายเรียกร้องขอเงินคืนกลางการจัดงานเมื่อวันที่ 11 พ.ย.62 นั้น

     ล่าสุด มีรายงานการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว โดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในรายงานกล่าวว่า หลังจากที่ตำรวจท่องเที่ยวได้รับการแจ้งจากกงสุลจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ว่านักท่องเที่ยวชาวจีนบางส่วนไม่พอใจในการจัดงาน จึงรวมตัวกันประท้วง เรียกร้อง ขอเงินคืนจากผู้จัดงาน เนื่องจากรูปแบบของงานไม่เป็นไปตามที่ได้ลงประกาศไว้ในตอนแรก นั้น ก็ได้เข้าไปตรวจสอบบริเวณงานดังกล่าว พบว่าผู้จัดงานดังกล่าวคือ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ ร่วมกับเทศบาลตำบลชมภู โดยมี บจ.เที่ยว เที่ยว มีเดีย กรุ๊ป จำกัด ที่มี น.ส.หลีฟาง เถิง เป็นผู้จัดเตรียมสถานที่ และดำเนินการจัดงานทั้งหมด โดยมีนาย บุญยก พวงสุนทร ซึ่งเป็นรองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ เป็นผู้ขออนุญาตปล่อยโคมไฟผ่านทางที่ว่าการอำเภอสารภี โดยการจำหน่ายบัตรมีทั้งหมด 2 วัน 11 และ 12 พ.ย. 62 วันละ  2 รูปแบบ คือ 5,580 บาท ที่นั่งวีไอพี ราคา5,580 บาท  สำหรับที่นั่งธรรมดา ราคา 4,580 บาท และจำหน่ายบัตรราคา 1,250 หยวนสำหรับที่นั่งวีไอพี และราคา 950 หยวน สำหรับที่นั่งธรรมดาผ่านทางเว็บไซต์เถาเป่า

 

     ทั้งนี้ในรายงานกล่าวว่า นาย บุญยก พวงสุนทร รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ ชี้แจงว่าเป็นผู้ขออนุญาตปล่อยโคมไฟต่อนายอำเภอสารภีจริงโดยดำเนินการในนามของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ และเป็นผู้ประสานงานกับเทศบาลตำบลชมพู เพื่อขอใช้สถานที่ปล่อยโคมไฟ ซึ่งในการนี้สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวๆ มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการท่องเที่ยววิถีชุมชนเท่านั้น มิได้มีส่วนในการจัดงานปล่อยโคมเพื่อหารายได้ ในเชิงพาณิชย์ในการจัดงานครั้งนี้ แต่อย่างใด

     ในขณะที่ น.ส. หลีฟาง เถิง ผู้ดำเนินการจัดงานในนามของ บจ.เที่ยวเที่ยว มีเดีย กรุ๊ป จำกัด ได้ให้การว่า ได้ประสานงานเกี่ยวกับการดำเนินการจัดงาน กับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่และเทศบาลตำบลชมภู ซึ่งนางสาวหลีฟาง เถิง ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำการว่าจ้าง ผู้รับจ้างจัดงานอีกทอดหนึ่ง โดยได้ติดต่อว่าจ้าง บุคคลที่ใช้บัญชีในแอปพลิเคชั่นไลน์ชื่อ Smart Kittichon ทราบชื่อสกุลจริงภายหลังว่า นายกิตติชนม์ ติสัก มาเป็นผู้จัดรูปแบบของงานให้ ทั้งนี้ น.ส. หลีฟาง เถิง แจ้งว่าจะนำหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวกับการดำเนินการจัดงานในครั้งนี้มาแสดงให้กับเจ้าหน้าที่ดูเพิ่มเติม แต่หลังจากนั้นก็หายไปไม่มาตามนัด

     จากการตรวจสอบของ ตำรวจท่องเที่ยว ไปยังกรมการจัดหางาน เพื่อขอตรวจสอบการอนุญาตทำงานของ นางสาวหลีฟางๆ ว่าได้รับการอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยหรือไม่ จากผลการตรวจสอบพบว่านางสาวหลีฟางฯ เคยได้รับอนุญาตให้ทำงานกับ บ.ไถ่ชี่ พัฒนา กรุ๊ป จำกัด อาคารเลอคองคอร์ด ถ.รัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง กทม. โดยใบอนุญาตดังกล่าวอนุญาตตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค. 61 ถึงวันที่ 5 ก.ค. 61 และไม่ได้มีการต่ออายุใบอนุญาตแต่อย่างใด
     ด้าน นายกิตติชนม์ ติสัก ซึ่งได้รับแจ้งจาก น.ส.หลีฟาง เถิงว่าเป็นผู้รับจ้างในการจัดรูปแบบของงาน นั้น นายกิตติชนม์กล่าวว่าในตอนแรกตนได้รับการว่าจ้างมาเพื่อจัดเตรียมอาหาร และจัดหาผู้ขายสินค้าภายในงานจริง แต่ไม่ได้เป็นผู้จัดรูปแบบของงานตามที่น.ส.หลีฟาง เถิง ได้กล่าวถึง เพียงแต่ช่วยในการประสานงาน หาผู้จัดองค์ประกอบต่าง ๆในงาน เช่น จ้างเหมาปรับพื้นที่ หาผู้จัดสถานที่รับรอง เครื่องเสียง เวที วัสดุอุปกรณ์ตกแต่งภายในงาน และผู้ดำเนินรายการภายในงาน เนื่องจากทีมงานที่นางสาวหลีฟางฯติดต่อไว้ในตอนแรกได้ยกเลิกสัญญาไป ตนจึงช่วยดำเนินการประสานงาน ตามที่ได้รับการร้องขอจากนางสาวหลีฟาง เท่านั้น

      ล่าสุด จากการหารือระหว่างหน่วยงานตำรวจท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ จ.ชียงใหม่ ตัวแทนจากท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ถึงการดำเนินการตามกฎหมายกับ บจ.เที่ยวเที่ยว มีเดีย กรุ้ป จำกัด ที่มีการดำเนินการจัดงาน โดยได้ข้อสรุป ดังนี้ สำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ จะได้รวบรวมหลักฐานที่ได้จากผู้ร้องเรียน และคำให้การทั้งหมดส่งไปยังนิติกรกลางของสำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เพื่อให้นิติกรตีความถึงลักษณะการดำเนินการว่าเข้าข่ายการให้จัดทำทัวร์หรือไม่ เนื่องจากข้อมูลที่ได้รับตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลในการจองที่พัก การรับส่ง ที่เข้าข่ายลักษณะการทำทัวร์ ซึ่งหากมีองค์ประกอบที่เข้าลักษณะการจัดทัวร์ ทางสำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สามารถใช้ พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ในการดำเนินการกับบริษัทดังกล่าวในข้อหาที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยมิได้จดทะเบียนกับทางสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ได้หากไม่เข้าข่ายลักษณะการจัดทำทัวร์ อาจต้องนำหลักฐานทั้งหมดส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อให้ทาง สคบ. เป็นผู้ดำเนินการกับบริษัทที่มีการเสนอขายการท่องเที่ยวที่ไม่ตรงกับรูปแบบ การบริการที่ได้รับจริงต่อไป

     อย่างไรก็ตามหลังจากที่ น.ส.หลีฟาง เถิง  บจ.เที่ยวเที่ยว มีเดีย กรุ้ป จำกัด ผู้ดำเนินการจัดงานชาวจีนได้หลบหายไป ปรากฏว่าทางสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ ทั้งประธานสภาและรองประธานได้เก็บตัวเงียบไม่ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ วิจารณ์ว่ากิจกรรมดังกล่าวนั้นสร้างชื่อเสียงที่ไม่ดีให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่และประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยและเชียงใหม่มากที่สุด

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here