พบสาหร่ายเขียวปกคลุมแม่น้ำปิง นักวิชาการรับมีแนวโน้มเสี่ยงปัญหาระบบนิเวศน์

0
72

พบสาหร่ายสีเขียวลอยเป็นแพจำนวนมากในแม่น้ำปิงช่วงผ่านเมืองเชียงใหม่   นักวิชาการเผย อาจมีแนวโน้มเสี่ยงปัญหาระบบนิเวศน์

      31 พ.ค. 63  ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากต่างแสดงความเป็นห่วงและวิตกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับปัญหาคุณภาพน้ำและระบบนิเวศน์ในแม่น้ำปิง ช่วงที่ไหลผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่พื้นที่ตำบลสันผีเสื้อ ต่อเนื่องไปจนถึงตำบลป่าแดด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากพบว่ามีสาหร่ายสีเขียวลอยปกคลุมหนาอยู่ทั่วบนผิวน้ำที่แทบจะนิ่งสนิท โดยเฉพาะช่วงที่แม่น้ำปิงผ่านกลางเมืองเชียงใหม่ พบว่ามีสาหร่ายสีเขียวดังกล่าวลอยปกคลุมต่อเนื่องกันบนผิวน้ำ ตั้งแต่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่,สะพานนครพิงค์,สะพานนวรัฐ ไปจนถึงสะพานเหล็ก ทั้งนี้แม้ว่าเบื้องต้นสาหร่ายดังกล่าวจะยังไม่ส่งกลิ่นเน่าเหม็นและยังไม่ปรากฏว่ามีปลาหรือสัตว์น้ำลอยตาย อย่างไรก็ตามประชาชนที่พบเห็นตรงกันว่าเป็นทัศนอุจาด เพราะแม่น้ำปิงถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่และเป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงผู้คน โดยแม้ว่าในช่วง2-3วันที่ผ่านมาสาหร่ายดังกล่าวจะลดจำนวนลง เนื่องจากมีฝนตกลงมาและมีการเปิดประตูระบายน้ำ แต่ยังมีความน่าเป็นห่วงว่าหากปล่อยไว้เกรงว่าอาจจะเกิดปัญหาที่รุนแรงกว่าเดิม จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและแก้ไขปัญหา

     ในเรื่องดังกล่าวนี้ ดร.ทัตพร คุณประดิษฐ์ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า สาหร่ายที่เกิดขึ้นจำนวนมากและลอยเป็นแพในแม่น้ำปิงตามที่เห็นกันนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่ในทางวิชาการเรียกว่า ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication)  หรือทั่วไปเรียกว่าสาหร่ายบลูม เกิดจากการที่ในน้ำมีสารอินทรีย์ที่เป็นอาหารของสาหร่ายเป็นจำนวนมาก ทั้งจากการที่ฝนตกแล้วชะล้างลงมาและการปล่อยของเสีย ประกอบกับช่วงนี้มีแสงแดดจัด และน้ำนิ่ง ทำให้สาหร่ายเจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องปกติที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งต่อฤดูฝน เพียงแต่ว่าในกรณีนี้เกิดขึ้นมากผิดปกติ เพราะน้ำนิ่งจากการกักน้ำ แต่หากน้ำไหลก็จะไม่มีการสะสม และตามระบบปกติในธรรมชาตินั้น สาหร่ายเหล่านี้ก็จะเป็นอาหารของปลา ซึ่งจะทำให้ถูกกำจัดออกไปตามห่วงโซ่อาหารอยู่แล้ว

      สำหรับสาหร่ายชนิดดังกล่าวนี้ เบื้องต้นเชื่อว่าไม่น่าจะมีพิษเพราะทั่วไปแล้วสาหร่ายในระบบนิเวศน์น้ำไหลอย่างแม่น้ำนั้นไม่มีพิษและเป็นอาหารของปลา รวมทั้งไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการที่มีจำนวนมากเกินไปทำให้เกิดภาพที่ไม่สวยงามส่งผลต่อทัศนียภาพและหากปล่อยไว้โดยที่ไม่มีการเฝ้าระวัง,บำบัดหรือควบคุมอาจจะก่อให้เกิดปัญหาและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นในแหล่งน้ำได้ ซึ่งในช่วงกลางวันนั้นไม่มีปัญหาเพราะสาหร่ายสังเคราะห์แสงผลิตออกซิเจนได้ แต่ในช่วงกลางคืนสาหร่ายสังเคราะห์แสงไม่ได้แต่ต้องใช้ออกซิเจนด้วย ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดน้อยลงและต้องแย่งกันใช้ทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ขาดออกซิเจนจนตายลงไป ทั้งนี้หากเกิดต่อเนื่องยาวนานอาจทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียได้ แต่ในกรณีนี้ของแม่น้ำปิง เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่หน้าฝนและน้ำไหลแล้วสาหร่ายเหล่านี้ก็จะค่อยๆ หมดไป

      อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ บอกว่า แม้เชื่อว่ากรณีนี้ยังไม่เป็นปัญหารุนแรงขั้นวิกฤติ แต่ยอมรับว่าสะท้อนให้เห็นเช่นกันว่าแม่น้ำปิงมีแนวโน้มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหารุนแรงขึ้นได้ เพราะมีปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหา เช่น อาจจะมีการปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำปิง ซึ่งประชาชนและผู้ประกอบการควรให้ความตระหนักและช่วงกันป้องกันหรือลดความเสี่ยง นอกจากนี้ยังบ่งบอกว่าในแม่น้ำปิงมีปลาหรือสัตว์น้ำขนาดใหญ่ลดลง และเหลือแต่ปลาเล็ก ทำให้สาหร่ายเจริญและขยายพันธุ์จำนวนมาก แทนที่จะถูกกำจัดไปตามระบบห่วงโซ่อาหาร ขณะเดียวกันจากการที่ในแม่น้ำปิงมีประตูระบายน้ำและกักน้ำด้วยเหตุผลความจำเป็นต่างๆ ทำอาจต้องมีการพิจารณาเกี่ยวเรื่องการกักเก็บและบริหารจัดการน้ำให้เกิดความสมดุล

     ด้าน ดร.พงษ์พันธุ์ ลีฬหเกรียงไกร ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยทั่วไปปรากฏการณ์นี้จะเกิดในแหล่งน้ำนิ่ง เบื้องต้นเชื่อว่าปัญหานี้แก้ไขได้เพียงรอน้ำใหม่ไหลมาระบายชะล้างสาหร่ายที่เกิดขึ้นนี้ให้ไหลไปตามระบบเจือจาง ขณะเดียวกันไม่ต้องเป็นห่วงว่าสาหร่ายชนิดนี้จะเป็นอันตรายกับคน เพราะไม่น่าจะใช่สาหร่ายพิษเนื่องจากเป็นสาหร่ายในระบบนิเวศน์น้ำไหลที่ปกติมักจะเป็นสาหร่ายชนิดที่เป็นอาหารของปลา โดยปรากฏการณ์นี้คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในคูเมืองเชียงใหม่ ที่น้ำนิ่งประกอบกับมีสารอาหารและแสดงแดดดีทำให้สาหร่ายเจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ได้เร็ว แต่ในกรณีแม่น้ำปิงดีกว่าคูเมืองเชียงใหม่เพราะเป็นแม่น้ำที่เป็นระบบนิเวศน์น้ำไหล เมื่อน้ำไหลตามปกติแล้วสาหร่ายก็จะหายไป ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นนี้มองว่าควรจะเป็นสิ่งสะท้อนและกระตุ้นทำให้ประชาชนเกิดความตระหนักว่าการปล่อยน้ำเสียหรือการใช้น้ำผิดประเภทก่อให้เกิดปัญหาตามมา ส่วนเรื่องการบริหารจัดการเปิดปิดประตูน้ำนั้น ต้องให้หน่วยงานรับผิดชอบพิจารณาอย่างเหมาะสมต่อไปเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาวด้วย.

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here