กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รายงานพบโควิดสายพันธ์อินเดียในไทย 661 คน มีที่เชียงใหม่ 2 คน แต่ไม่มีในรายงานของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่

            24 มิ.ย. 64 .ในวันนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา(อินเดีย) ทางเฟซบุ๊ค   กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (https://www.facebook.com/DMScNews) โดยเป็นข้อมูลที่รวบรวมระหว่างวันที่ 1 เม.ย.  – 20มิ.ย.64 พบว่าปัจจุบันในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา(อินเดีย) แล้ว 661 คน โดยพบมากใน เขตสุขภาพ 13 คือกรุงเทพมหานคร มีผู้ป่วยรวม 491 คน รองลงมาเป็น เขตสุขภาพที่ 4 ประกอบไปด้วยจังหวัด นนทบุรี 64 คน  ปทุมธานี 28 คน สระบุรี 5 คน และนครนายก 8 คน

                    นอกจากนี้แล้วในเขตสุขภาพที่ 1 ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา ปรากฏว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธ์เดลตา(อินเดีย) จำนวน 5 คน พบที่ พะเยา 2 คน เชียงราย 1 คน และเชียงใหม่อีก 2 คน ซึ่งในการรายงานของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ จนถึงวันที่ 24 มิ.ย. 64 กลับไม่พบว่ามีการรายงานว่ามีการพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา(อินเดีย) เลย ดังนั้นเมื่อมีรายงานจากกรมวิทยาศาสตร์ออกมาทำให้ประชาชนชาวเชียงใหม่รู้สึกวิตกกังวลและสงสัยว่ามีการปกปิดข้อมูลอยู่ในขณะนี้หรือไม่ และที่ประชาชนกังวลมากก็คือมีรายงานว่าโรคโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา(อินเดีย)นั้นระบาดได้รวดเร็วและวัคซีนซีโนแวคนั้นอาจจะไม่สามารถป้องกันไวรัสสายพันธ์นี้ได้

            ทั้งนี้ในเวปไซด์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ( https://www3.dmsc.moph.go.th/ )  ได้เปิดเผยว่า ศาสตราจารย์นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) แพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) ประมาณ 1.4 เท่า จึงไม่แปลกที่สายพันธุ์เดลตาจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า สายพันธุ์เดลตาก็จะเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดเกือบทั่วโลก ในอนาคตก็อาจจะมีสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้น โดยวัฏจักรแล้วจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

         ส่วนวัคซีนทุกตัวที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พัฒนามาจากสายพันธุ์ดั้งเดิม คือ สายพันธุ์อู่ฮั่นทั้งนั้น เมื่อสายพันธุ์เปลี่ยนไปประสิทธิภาพของวัคซีนก็เปลี่ยนไป และเชื่อว่าในอนาคตทุกบริษัทก็จะผลิตวัคซีนให้ทันกับสายพันธุ์ที่เปลี่ยนแปลง ดังเช่นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่เราต้องคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงของไวรัสไว้ล่วงหน้า กระบวนการเปลี่ยนแปลงในสายการผลิต ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน

            ด้าน นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์  อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ เครือข่ายห้องปฏิบัติการดำเนินงานเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ เพื่อให้ประเทศไทยมีข้อมูลเฝ้าระวังสายพันธุ์ได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) และสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) ที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน และพบว่ามีกการระบาดเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมเฝ้าระวังในพื้นที่แล้ว สำหรับประชาชนขอให้สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่าง เพื่อป้องกันโควิด 19 ด้วย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here