จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป้าฉีดวัคซีนโควิดให้ครบ 100 % ภายในเดือนพฤศจิกายน และ ควบคุมโรคโควิด-19 ให้ได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการควบคุมโรคต้อง พร้อม เตรียมแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะยาว

      16 พ.ย. 64 นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่  1 นายแพทย์จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายรัฐพล นราดิศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าวสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จังหวัดเชียงใหม่ และแนวทางการแก้ไขสถานการณ์

                 ทั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดที่เริ่มต้นจากคลัสเตอร์ตลาดเมืองใหม่ ได้ทวีความรุนแรงและพบผู้ติดเชื้อกระจายเป็นวงกว้างในหลายอำเภอ จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ดำเนินการระดมปิดล้อมและสั่งการทุกอำเภอจัดตั้งศูนย์แยกกักชุมชน หรือ Community Isolation (CI) เพื่อดูแลผู้ติดเชื้อในแต่ละอำเภอ พร้อมตรวจค้นหาเชิงรุกด้วยชุดตรวจ ATK ในแต่ละชุมชน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในช่วงนี้พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อและจำนวนผู้หายป่วยมีจำนวนที่ใกล้เคียงกัน และพบว่าผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานต้างด้าวที่อยู่ในเขตเมือง จึงได้มีการลงพื้นที่ค้นหาเชิงรุกในทุกพื้นที่ เพื่อคัดแยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชนและให้ได้รับวัคซีนครบทุกคน ขณะที่รัฐบาลได้จัดสรรวัคซีนป้องกันโควิด-19 มาให้จังหวัดเชียงใหม่ ครบ 100% ตามจำนวนประชากรในพื้นที่ โดยตั้งเป้าล้อมกรอบเพื่อควบคุมโรคให้ได้ภายใน 1 ธันวาคม 2564

      ด้านนายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการประชุมเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และแก้ไขปัญหาเป็นประจำทุกวัน ซึ่งพบว่าจุดที่ต้องรีบแก้ปัญหาโดยเร่งด่วนคือ บริเวณตลาดเมืองใหม่และบริเวณที่มีแรงงงานต่างด้าวอาศัยอยู่พื้นที่ 3 โซน 15 ชุมชน ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งได้กำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือ RED ZONE เพื่อค้นหาแรงงานต่างด้าวที่ติดเชื้อ และนำเข้าสู่ระบบการรักษาเร็วที่สุด กรณีที่ไม่มีอาการจะรักษาด้วยระบบ Home Isolation (HI) และ Community Isolation (CI) ส่วนผู้ที่มาตรวจแล้วไม่พบเชื้อจะได้รับการฉีดวัคซีนทันที

      ขณะเดียวกัน ได้ขับเคลื่อนเพื่อตัดวงจรของโรคที่เป็นสะเก็ดไฟกระจายไปในอำเภอต่าง ๆ โดยได้สั่งการให้ทุกอำเภอเร่งตรวจหาเชื้อ และจัดตั้งสถานที่พักคอย รักษา ภายหลังจากพบว่าปัญหาการแพร่ระบาดในจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนใหญ่มาจากเขตเมืองและกระจายไปเป็นคลัสเตอร์ในอำเภอต่าง ๆ ทั้ง อำเภอสันทราย อำเภอสารภี อำเภอดอยสะเก็ด และอำเภอสันกำแพง จึงเน้นย้ำให้นายอำเภอปฏิบัติการอย่างเร่งด่วน เพื่อตัดวงจรการระบาดให้ได้โดยเร็ว

            นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่  1 กล่าวว่า ที่ผ่านมาจังหวัดเชียงใหม่ได้ดำเนินงานตามโมเดลของกรุงเทพมหานคร ซึ่งพบปัญหาคล้ายคลึงกันมาก่อนหน้า จึงทำให้ไม่เกิดปัญหาเตียงเต็ม ซึ่งสถานการณ์ผู้ติดเชื้อของจังหวัดเชียงใหม่ขณะนี้ เริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มว่าจะลดลง โดยขณะนี้จังหวัดเชียงใหม่จะต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ได้ครบ 100% ซึ่งคาดว่าจะฉีดเข็มแรกให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งจะทำให้ชาวเชียงใหม่มีภูมิคุ้มกันและเปิดรับนักท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย

      นอกจากนี้ ยังต้องเร่งค้นหาผู้ติดเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK และทำการแยกผู้ติดเชื้อเข้าระบบรักษาด้วย Home Isolation (HI) และ Community Isolation (CI) โดยจะเน้นใน 3 พื้นที่สำคัญ คือ อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอสันทราย และตลาดเมืองใหม่ ที่จะต้องควบคุมโรคให้ได้โดยเร็ว ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้จัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ลงพื้นที่ตรวจให้ครอบคลุมทั้ง 3 อำเภอในห้วง 2 สัปดาห์ เพื่อตรวจ ATK ถ้าทำได้ครบถ้วน จังหวัดเชียงใหม่ก็จะปลอดภัย

ขณะที่ นายแพทย์จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การจัดทีมปูพรมตรวจในพื้นที่ที่มี

     ความเสี่ยงในห้วง 3 วันที่ผ่านมา จำนวน 8 จุด โดยได้ทำการตรวจไปแล้วรวมกว่า 2,000 คน พบผู้ติดเชื้อ 4-5% จากจำนวนผู้เข้ารับการตรวจ ซึ่งยังถือว่ามีจำนวนผู้เข้ารับการตรวจหาเชื้อน้อยเกินไป จึงจะได้จัดทีมตรวจเชิงรุกเข้าไปตรวจในพื้นที่ต่าง ๆ ให้มากที่สุด เพื่อหาผู้ติดเชื้อให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ พร้อมทั้งระดมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่ในทุกพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งคนไทยและแรงงานต่างด้าว

      สำหรับแนวทางการรักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อจะเริ่มจากการรักษาที่บ้าน โดยปัจจุบันสามารถรักษาผู้ติดเชื้อที่บ้านได้ เพราะมียาและสามารถให้ยาได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับการรักษา ซึ่งขณะนี้ มีผู้เข้าระบบ Home Isolation (HI)  แล้วจำนวน 1,560 คน ส่วนการรักษาด้วยระบบ Community Isolation (CI) เหลือเตียงรองรับผู้ติดเชื้อประมาณ 2,000 เตียง และ Hospitel เหลือเตียงรองรับผู้ติดเชื้อประมาณ 1,000 คน ด้านผู้ติดเชื้อที่มีอาการปานกลาง หรือผู้ติดเชื้อสีเหลือง ที่ต้องอยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลมีจำนวนทั้งสิ้น 872 คน จากจำนวนเตียงที่สามารถรองรับได้ถึง 1,000 เตียง ฉะนั้นจังหวัดเชียงใหม่ จึงถือได้ว่ายังมีศักยภาพและความมั่นคงในการดูแลติดเชื้อโควิด-19

      ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการหนัก หรือผู้ป่วยสีแดง ขณะนี้มีอยู่ทั้งหมด 93 เตียง จากศักยภาพที่รองรับได้ทั้งหมด 108 เตียง พร้อมยังมีเตียงรองรับการส่งผู้ป่วยสีแดงไปตามจังหวัดอื่น ๆ เพื่อสำรองรับผู้ป่วยจากเชียงใหม่ ซึ่งช่วงนี้ได้ส่งไปแล้วประมาณ 30 คน อย่างไรก็ตาม จังหวัดเชียงใหม่ ได้พยายามเพิ่มศักยภาพการรักษาพยาบาลรองรับกับสถานการณ์ที่เป็นจริง เพื่อให้มีสถานที่รองรับการรักษาพยาบาลของประชาชน และจะเพิ่มมาตรการแนวทางใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

      นายรัฐพล นราดิศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลและจังหวัดเชียงใหม่ได้มีแนวทางเปิดเมืองท่องเที่ยวตั้งแต่ 1 ตุลาคม และเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนได้ โดยมีการควบคุมโรคไปควบคู่กัน ซึ่งที่ผ่านมาจังหวัดเชียงใหม่ มี นักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้ามาถึงร้อยละ 70 ส่วนอีกร้อยละ 30 เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยในช่วงเปิด Charming Chiangmai  ได้ประชุมหารือ เตรียมแผนรองรับเพื่อจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติทางสาธารณสุขในแต่ละประเภทกิจกรรม ซึ่งคณะกรรมการโรคติดต่อได้ให้ความเห็นชอบในหลักการแล้ว โดยเป็นการกำหนดการปฏิบัติตัวระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ การจัดทำแผนเผชิญเหตุ เตรียมจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุของศูนย์ CHARMING Chiangmai และการจัดประชุมกับคณะทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นอกจากนี้ยังได้เตรียมแผนพัฒนาเมือง ทั้งระยะสั้น และระยะยาว ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ทั้ง ประเพณียี่เป็ง เทศกาลปีใหม่ เพื่อเสนอต่อศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ในวันที่ 19 พ.ย. 64

       สำหรับประเภทของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่ หากเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย จะต้องฉีดวัคซีนครบตามจำนวนที่กำหนด ตรวจหาเชื้อผลเป็นลบไม่เกิน 72 ชั่วโมง หรือเคยติดเชื้อมาแล้วกว่า 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน ส่วนนักท่องเที่ยวจาก 63 ประเทศ กลุ่มเสี่ยงต่ำ ที่จะสามารถเดินทางเข้ามาได้ต้องผ่านมาตรฐาน SOP มีการประกันสุขภาพวงเงิน 50,000 เหรียญสหรัฐ ฉีดวัคซีนจากต่างประเทศมาแล้วไม่น้อยกว่า 23 วัน และเมื่อมาถึงจังหวัดเชียงใหม่จะต้องทำการตรวจหาเชื้ออีก 1 รอบ และรอผลตรวจภายในโรงแรม หากปลอดภัยจึงจะท่องเที่ยวได้ ตามมาตรการ Test & Go ส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากกลุ่มจังหวัดแซนด์บอกซ์ (Sand Box) ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าท่องที่ยวได้ เมื่อผ่านมาตรการคัดกรองจากจังหวัดท่องเที่ยวต้นทางแล้ว ก็สามารถเดินทางเข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่ได้เช่นเดียวกัน

     ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มอื่น ๆ จะต้องได้รับการคัดกรองและสามารถท่องเที่ยวได้เฉพาะในพื้นที่ 4 อำเภอนำร่อง ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอแม่ริม อำเภอแม่แตง และอำเภอดอยเต่า เท่านั้น ในระหว่างการกักตัว 7 วัน และต้องทำการตรวจหาเชื้อรอบ 2 ให้มีผลปลอดภัยก่อนจึงจะสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้

     ขณะนี้ จังหวัดเชียงใหม่ มีสถานประกอบการที่ผ่านมาตรฐาน SHA และ SHA+ ตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับรองและประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ให้นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาใช้เป็นข้อมูลการรับบริการมาตรฐาน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังมีมาตรฐาน Covid Free Setting ของกรมอนามัย สำหรับกิจการอื่นๆ นอกเหนือจาก SHA เพื่อให้ครอบคลุมทุกสถานที่ โดยในจังหวัดเชียงใหม่มีสถานประกอบการที่ผ่านมาตรฐาน SHA แล้ว 1,434 แห่ง และมาตรฐาน SHA+ อีก 453 แห่ง และมีสถานประกอบการที่ผ่านมาตรฐาน Covid Free Setting แล้ว 238 แห่ง

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here